พระพุทธเมตตา

การจัดสร้างพระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ นับเป็นเครื่องหมายแห่งการสืบสานทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอันเกิดจากความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของเหล่าพุทธศาสนิกชนทั้งมวล นอกจากความงดงามด้านพุทธศิลป์แห่งพระพุทธรูปปางขอฝน ตามลักษณะศิลปะสมัยแบบคันธาระอันสมบูรณ์ยิ่งแล้ว พระพุทธเมตตาฯ​ ยังถือเป็นพระพุทธรูปสำริดที่ได้รับการหล่อให้มีเนื้อบางและมีขนาดความสูงมากที่สุดซึ่งนับเป็นผลงานการสร้างพระพุทธรูปที่สะท้อนความเจริญของนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยมากที่สุดแห่งยุคอีกด้วย

    พระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ ถือเป็นพระพุทธรูปที่ผสมผสานศิลปะคันธาระ (ปางขอฝน) กับพุทธศิลป์แบบไทยได้อย่างงดงามยิ่ง ด้วยแนวคิดการออกแบบทางพุทธศิลป์ที่สามารถถ่ายทอดเอกลักษณ์แห่งพุทธลักษณะที่งดงามของพระพุทธรูปปางขอฝนประทับยืนได้อย่างครบถ้วน ลักษณะทางพุทธศิลป์ของพระพุทธรูปศิลปะคันธาระ เป็นประติมากรรมกรีกผสมกับอินเดีย มีพระพักตร์คล้ายเทพเจ้ากรีก พระเกศาหยิกสลวย จีวรห่มคลุมปรากฏเป็นริ้วผ้าตามธรรมชาติ และมีพระกรรณยาวตามคติความเชื่อแบบมหายาน ในขณะที่พุทธศิลป์แบบไทย มีลักษณะคือ พระพักตร์รูปไข่ พระเกศารูปก้นหอย และเป็นพระพุทธรูปสำริดที่ได้รับการหล่อให้มีเนื้อบางและมีขนาดความสูงถึง 32 เมตร ซึ่งนับเป็นผลงานการสร้างพระพุทธรูปที่สะท้อนความเจริญของนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยมากที่สุดแห่งยุค เนื่องจากบริเวณที่ประดิษฐานองค์พระนั้น เป็นพื้นที่โปร่งโล่งที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการปะทะแรงลมและพายุต่างๆแล้ว ยังเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวถึง 2 รอยเลื่อนได้แก่ รอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ และรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ ดังนั้นพื้นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์นี้จึงเป็นบริเวณที่มีความอ่อนไหวต่อการเกิดแผ่นดินไหวมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ แต่มีเพียงโครงสร้างเหล็กส่วนขาทั้งสองของพระพุทธรูปที่ห่างกันเพียงแค่ 2 เมตร เป็นจุดรับน้ำหนักองค์พระทั้งองค์ โดยไม่มีส่วนช่วยค้ำยันแต่อย่างใด

    แนวคิดการออกแบบนั้นได้นำความงดงามของสรีระตามธรรมชาติในแบบคันธาระซึ่งมีการลดรายละเอียดความเป็นมนุษย์ลงบางส่วนเพื่อความมั่นคงแข็งแรง แต่ยังคงมีลักษณะอาการแห่งกายครบ 32 ประการเพื่อความสมจริงและใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด จึงได้มีการคำนวณเพื่อการออกแบบโครงสร้าง จากนั้นจึงนำข้อมูลดังกล่าวมาดำเนินการสร้างหุ่นองค์พระพุทธรูปจำลองขึ้นเพื่อนำไปทดสอบในเรื่องของแรงลมและแรงแผ่นดินไหวใน “อุโมงค์ลม” ภายหลังจากที่ผ่านขั้นตอนการทดสอบด้านพลศาสตร์โครงสร้างแผ่นดินไหว ซึ่งสามารถต้านทานได้ 9.7 ริกเตอร์ และเลือกใช้เทคโนโลยีการหล่อที่ดีที่สุด เพื่อให้องค์พระสามารถตั้งอยู่ได้เป็นเวลานับ 1,000 ปี   

สง่างามทางวิศวกรรม

  • การสํารวจชั้นดินเพื่อกำหนดจุดที่ประดิษฐาน

    เมื่อแรกเริ่มในการดำริสร้างพระพุทธเมตตาประชาไทยฯ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ได้เลือกจุดที่ตั้งไว้บริเวณติดเชิงเขาด้านซ้ายแต่เมื่อคณะกรรมการฝ่ายก่อสร้างทำการสำรวจชั้นดินอย่างละเอียดโดยใช้วิธีการขุดเจาะชั้นดิน (Soil Test) ในห้องปฎิบัติการ จุดที่ตั้งที่เหมาะสมที่สุดคือ บริเวณพื้นที่เกือบกึ่งกลางด้านหน้าภูเขา ซึ่งเป็นจุดที่ประดิษฐานองค์พระในปัจจุบัน อันมีความลึกของชั้นดินเหมาะสมสำหรับเป็นที่ตั้งองค์พระได้อย่างมั่นคงเมื่อได้ที่ตั้งชัดเจนแล้วสถาปนิกจึงได้ออกแบบภูมิทัศน์โดยรอบให้องค์พระอยู่ศูนย์กลาง ไม่มีอาคารหรือสิ่งแวดล้อมใดมาบดบังองค์พระ อันเสริมให้องค์พระมีความโดดเด่นสง่างาม ด้านโครงสร้างของฐาน ออกแบบให้เป็นฐานคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดใหญ่รูปทรง 8 เหลี่ยม มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 11 เมตร ลึกจากระดับดินลงไปประมาณ 4.50 เมตร และเหนือระดับดินเป็นฐานคอนกรีตเสริมเหล็กรูปทรง 8 เหลี่ยม มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 9 เมตร มีความสูง 8 เมตร สามารถรับน้ำหนักได้สูงสุดถึง 900 ตัน รองรับแผ่นดินไหวได้ 9 ริกเตอร์ ซึ่งการก่อสร้างฐานรากและฐานองค์พระ ใช้เวลาในการก่อสร้างเป็นระยะเวลา 4 เดือน

  • การทดสอบทางพลศาสตร์เพื่อความแข็งแรงขององค์พระ

    จากแนวคิดการออกแบบทางพุทธศิลป์ นำมาสู่การสเก็ตแบบขนาดเล็กเพื่อเป็นแนวความคิดและนำการปรับแต่งได้ง่ายในภายหลัง โดยเริ่มต้นจากการสเก็ตแบบ 96 เซนติเมตร ขยายเป็น 2 เท่า คือ 192 เซนติเมตรซึ่งจะทำให้ได้รายละเอียดองค์พระได้ชัดเจนที่สุด จากนั้นประติมากรจึงปันแบบองค์พระจำลองขึ้น โดยคงไว้ซึ่งลักษณะทางพุทธศิลป์และต้นแบบที่สมเด็จพระมหาธีราจารย์ออกแบบไว้ คือ ให้เป็นพระพุทธรูปยืน ทรงผ้าวัสสิกสาฎก (ผ้าอาบน้ำฝน) พระหัตถ์ขวายกขึ้นราวพระอุระ ทำกริยากวักเรียกฝน พระหัตถ์ซ้ายหงายขึ้น เป็นกริยารองรับน้ำฝนเพื่อให้การก่อสร้างพระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ ซึ่งหล่อขึ้นด้วยสำริดที่มีความหนาของพื้นผิวเพียง 5 มิลลิเมตร ในขณะเดียวกันกับที่มีความสูงถึง 32 เมตรสามารถประดิษฐานอยู่ ณ พุทธอุทยาน วัดทิพย์สุคนธารามพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวต่อแผ่นดินไหวและแรงลม ประดิษฐานได้อย่างมั่นคง จึงได้นำองค์พระพุทธรูปจำลองต้นแบบขนาด 192 เซนติเมตรส่งให้ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (National Metal and Materials Technology : MTEC) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนางานด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวัสดุต่างๆ ดำเนินการสแกนภาพพระพุทธรูปต้นแบบในลักษณะภาพ 3 มิติ จึงได้นำข้อมูลดังกล่าวมาดำเนินการคำนวณโครงสร้าง และค่าความแข็งแรงต่างๆ ตามหลักวิศวกรรมแล้วจึงนำข้อมูลการออกแบบโครงสร้างดังกล่าว ส่งมอบให้สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ซึ่งจำเป็นต้องสร้างหุ่นองค์พระพุทธรูปจำลองขึ้นด้วย ก่อนนำไปทดสอบการรับแรงลมพายุและแรงแผ่นดินไหวที่มีความเสี่ยงอาจเกิดขึ้นอย่างรุนแรงที่สุดในรอบ 1,000 ปี โดยอาศัยการคำนวณจากแบบจำลองและทดสอบใน “อุโมงค์ลม” ซึ่งนับเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญต่อการทดสอบโครงสร้างและพื้นผิวขององค์พระพุทธรูปในการดำเนินการก่อสร้างในลำดับต่อไป

  • การออกแบบโครงสร้างด้านวิศวกรรม

    ภายหลังจากที่ผ่านขั้นตอนการทดสอบด้านพลศาสตร์โครงสร้างแผ่นดินไหวและแรงลมจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (National Metal and Materials Technology : MTEC) และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ตลอดจนการคำนวณโครงสร้างฐานรากขององค์พระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์เป็นอันเรียบร้อยแล้ว จึงดำเนินการสู่ขั้นตอนการออกแบบโครงสร้างซึ่งเป็นโครงเหล็กภายในองค์พระ โดยแบ่งโครงสร้างสำคัญออกเป็น 2 ส่วนด้วยกันคือ ส่วนของโครงสร้างหลักและส่วนของโครงสร้างรองโดยโครงสร้างหลักสามารถรองรับน้ำหนักสำริดขององค์พระพุทธรูปได้ 60 ตัน และโครงสร้างรองเสมือนแขนที่มีอยู่รายรอบ ยื่นไปยึดแขวนไว้กับผิวองค์พระพุทธรูป โดยอาศัย “แหวน” ซึ่งเป็นโลหะที่ได้รับการเคลือบโดยรอบพื้นผิวด้วยเทฟลอน(Teflon) มีคุณสมบัติสำคัญคือ มีความคงตัวสูง มีจุดหลอมเหลวที่อุณหภูมิสูงถึง 327 องศาเซลเซียส ทนต่อการกัดกร่อน ทนความร้อนและไฟฟ้าได้ดีทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์เสริมเพื่อยึดโครงสร้างภายในที่เป็นเหล็กกับพื้นผิวองค์พระทั้งยังป้องกันปัญหา “สนิมเหล็ก” ได้เป็นอย่างดี ส่วนของผิวองค์พระหล่อด้วยสำริดโดยใช้ระบบการหล่อเย็นที่เรียกว่าแม่พิมพ์ดิบเป็นหลัก

  • เดินหน้าการก่อสร้าง

    การสร้างองค์พระพุทธเมตตาประชาไทย ฯ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่ จําเป็นต้องมีการดําเนินงานเป็นลําดับขั้นตอนอย่างชัดเจน ด้วยขนาดของพระพุทธรูปที่มีความสูงถึง 32 เมตร จึงต้องมีการแบ่งองค์พระออกเป็น 6 ส่วน ตามแนวความสูง เพื่อให้การก่อสร้างทําได้ง่ายขึ้น และคงความงดงามขององค์พระได้อย่างครบถวน โดยองค์พระมีองค์ประกอบหลักคือโครงเหล็กและสําริด หลักการเบื้องต้นในการประกอบ องค์ประกอบหลักทั้งสองส่วนนี้ คือ การตั้งโครงเหล็กที่แบ่งตามสัดสวนแนวความสูงจากนั้นนําสําริดของสวนนั้นๆ มาประกอบ ซึ่งจะทําการประกอบจากส่วนพระบาท ก่อน ตามด้วยพระชงฆ์ พระชานุ พระนาภี พระอุระ และพระเศียร ทําเช่นนี้จนครบทั้ง 6 สวน ตามลําดับ

  • ความท้าทายทางด้านวิศวกรรม

    ต้องดำเนินการสร้างองค์พระพุทธรูปแบบ “ลอยตัว” ซึ่งมีขนาดความสูงถึง 32 เมตร ประดิษฐานบนฐานสูง 8 เมตร ให้มีความมั่นคงแข็งแรงท่ามกลางสภาพภูมิประเทศที่อ่อนไหวต่อแผ่นดินไหวและแรงลม เนื่องจากบริเวณอันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ ณ พุทธอุทยาน วัดทิพย์สุคนธาราม ตำบลดอนแสลบ อำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี นอกจากจะเป็นพื้นที่โปร่งโล่งที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการปะทะแรงลมและพายุต่างๆ แล้ว ยังเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหวถึง 2 รอยเลื่อนได้แก่ รอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ ซึ่งพาดผ่านอำเภอทองผาภูมิและอำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ ซึ่งพาดผ่านอำเภอศรีสวัสดิ์และอำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี ดังนั้นพื้นที่พุทธอุทยาน อันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์นี้จึงเป็นบริเวณที่มีความอ่อนไหวต่อการเกิดแผ่นดินไหวที่สำคัญมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

  • ทีมงานจัดสร้าง

    1. ทีมช่างผู้ออกแบบพุทธศิลป์ นำโดยพลอากาศตรี อาวุธ เงินชูกลิ่น ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะ สถาปัตยกรรม (สถาปัตยกรรมไทย) อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ประธานคณะกรรมการฝ่ายออกแบบของโครงการ ฯ ซึ่งได้มอบหมายให้ พันโทนภดล สุวรรณสมบัติ ประติมากร ดำเนินการพัฒนาและออกแบบรายละเอียดองค์พระพุทธรูปที่จำเป็นต้องดำ เนินการปรับเปลี่ยนลักษณะทางด้านพุทธศิลป์ของพระพุทธเมตตาประชาไ ทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ต่างไปจากต้นแบบเดิมที่สมเด็จพระมห าธีราจารย์ได้สร้างต้นแบบขนาด 1.92 เมตร โดยการปรับเปลี่ยนท่วงท่าของพระพุทธรูปจากท่าก้าวย่างพระบาทเป็นท่า ทางยืนตรง เพื่อความเหมาะสมด้านโครงสร้างทางวิศวกรรม

    2. ทีมวิศวกรควบคุมและอำนวยการ นำโดยนายชลาลักษณ์ บุญนาค ประธานคณะกรรมการดำเนินงาน โครงการ ฯ และนายอนันต์ เกษเกษมสุข ประธานคณะกรรมการฝ่ายก่อสร้างโครงการ ฯ พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญจากเครือบริษัทเอสซีจี [เครือบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)] ทำหน้าที่กำกับ ติดตาม วางแผน และให้ดำแนะนำในการก่อสร้าง รวมถึงการตรวจสอบคุณภาพของเหล็กและสำริด

    3. ทีมวิศวกรโครงสร้าง มีรองศาสตราจารย์ปราโมทย์ ธาราศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้าง ซึ่งทำหน้าที่ดูแล การออกแบบและคำนวณโครงสร้างเหล็กภายในองค์พระพุทธรูปองค์นี้ก่อ นการดำเนินงานก่อสร้างในลำดับต่อไป

    4. ทีมวิศวกรจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย หรือสถานบันเอไอที (AIT: Asian Institute of Technology) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ที่อาศัยองค์ความรู้และเทคโ นโลยีสมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้ มี ดร. เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิศวกรรมโครงสร้าง พลศาสตร์โครงสร้างแผ่นดินไหว แรงลมและสะพาน เข้ามาทำหน้าที่ในการตรวจสอบความแข็งแรงและความปลอดภัยด้านแรง ลมและแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อการประดิษฐานพระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์

  • การทดสอบทางพลศาสตร์

    จากแนวคิดการออกแบบทางพุทธศิลป์ นำมาสู่การสเก็ตแบบขนาดเล็กเพื่อเป็นแนวความคิดและนำการ ปรับแต่งได้ง่ายในภายหลัง โดยเริ่มต้นจากการสเก็ตแบบ 96 เซนติเมตร ขยายเป็น 2 เท่า คือ 192 เซนติเมตร ซึ่งจะทำให้ได้รายละเอียดองค์พระได้ชัดเจนที่สุด จากนั้นประติมากรจึงปั้นแบบองค์พระจำลองขึ้น โดยคงไว้ซึ่งลักษณะทางพุทธศิลป์และต้นแบบที่สมเด็จพระมหาธีราจารย์อ อกแบบไว้ ส่งให้ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (National Metal and Materials Technology : MTEC) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนางานด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวัสดุต่าง ๆ เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการคำนวณการออกแบบโครงสร้างที่เปรียบเสมือนโครงกระดูกขององค์พระพุทธรูป โดยข้อมูลที่ได้จะเป็นรายละเอียดต่างๆ ภายในองค์พระ อาทิ ลักษณะผิว ส่วนโค้ง ส่วนเว้า ตามหลักวิศวกรรมแล้วจึงนำข้อมูลการออกแบบโครงสร้างดังกล่าว ส่งมอบให้สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ซึ่งจำเป็นต้องสร้างหุ่นองค์พระพุทธรูปจำลองขึ้นด้วย

    ดังที่ ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้เชี่ยวชาญแห่งสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian Institute of Technology : AIT) ได้กล่าวไว้ ก่อนนำไปทดสอบการรับแรงลมพายุและแรงแผ่นดินไหวที่มีความเสี่ยงอาจ เกิดขึ้นอย่างรุนแรงที่สุดในรอบ 1,000 ปี โดยอาศัยการคำนวณจากแบบจำลองและทดสอบใน “อุโมงค์ลม” ซึ่งนับเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญต่อการทดสอบโครงสร้างและพื้นผิวของ องค์พระพุทธรูปดังกล่าวเปรียบเทียบกับองค์พระที่จะดำเนินการก่อสร้างจริ งจากการทดสอบดังกล่าว พบว่าแรงแผ่นดินไหวในบริเวณพุทธอุทยาน วัดทิพย์สุคนธาราม อันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุ สรณ์ ก่อให้เกิดการไหวตัวขององค์พระน้อยกว่าแรงลมพายุ และนำไปสู่การดำเนินงานตรวจสอบความสามารถในการรับแรงแผ่นดินไ หวของโครงสร้างทางด้านวิศวกรรมของพระพุทธรูปในลำดับต่อไป

  • พุทธศิลป์

    การจัดสร้างพระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ แด่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ด้วยทรงเปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธา จึงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนหนึ่งร่วมสมทบทุนในการดำเนินโครงการจัดสร้างพระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รับโครงการนี้ไว้ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม ค.ศ. 2013 เป็นต้นมา

    “...โครงการนี้ เกิดจากความริเริ่มของเจ้าพระคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์... ท่านได้ปรารภกับข้าพเจ้าเรื่อง ความตั้งใจที่จะสร้างพระพุทธรูปองค์สําคัญขึ้น วัตถุประสงค์คือ เพื่อเป็นศูนย์รวมความเคารพของพุทธศาสนิกชนอีกแห่งหนึ่ง และเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงพระพุทธรูปแห่งบามิยัน... รวมทั้งเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา กับเพื่อเป็นเกียรติแก่ข้าพเจ้าที่จะมีอายุ 80 ในปีหน้า เมื่อข้าพเจ้าได้ทราบ ข้าพเจ้าก็รับปากกับเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ว่า ข้าพเจ้าจะขอร่วมทําบุญและจะพยายามสนับสนุนโครงการนี้ ให้ดําเนินไปจนสำเร็จ บัดนี้ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ ท่านได้มรณภาพแล้ว... ข้าพเจ้าจึงรับเป็นผู้อุปถัมภ์โครงการ และปวารณาว่าจะดําเนินการให้ลุล่วงดั่งความตั้งใจของเจ้าพระคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์... พระพุทธรูปองค์นี้ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ ท่านเป็นผู้ออกแบบ ดูแลแก้ไข และเลือกทําเลที่จะประดิษฐานด้วย ตามแบบเป็นพระพุทธรูปปางคันธารราฐ หรือที่เรียกว่า ปางขอฝน หล่อด้วยโลหะสำริด จะสูง ๓๒ เมตร... ยืนบนฐานที่สูงประมาณ 8 เมตร มีพุทธลักษณะงามมาก...” 

    อ่านเพิ่มเติม >>